16 เรื่องเด็ดที่ไม่เด็กของ Palmer Luckey หนุ่มน้อยวัย 22 ปีที่ขาย Startup ให้ Facebook ในราคา 2,000 ล้านเหรียญ

พอเอ่ยถึงชื่อ Palmer Luckey คุณอาจจะไม่เคยได้ยินว่าเค้าคือใคร แต่ถ้าบอกว่า เค้าคือผู้สร้าง Oculus Rift แว่น Virtual Reality อันโด่งดังที่ Facebook ตัดสินใจซื้อไปในราคา $2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ​ (ราว 71,000 ล้านบาท) แอดมินมั่นใจว่าทุกคนรู้จักแน่นอน

oculus rift

หลังจากที่ทางทีม TechEncode ได้เริ่มศึกษาชีวิต Founder ของ Startup ที่ประสบความสำเร็จระดับคนเหนือคน สิ่งหนึ่งที่ผมพบคือคนเหล่านั้นไม่ทำอะไรแบบที่ “คนทั่วๆ ไปทำ” พูดง่ายๆ ว่าเป็นคนแปลก จะแปลกมากแปลกน้อยก็คงต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไปครับ สำหรับผู้อ่านที่กำลังทำ Startup ท่านไหนที่คนรอบข้างชอบทักว่าเราแปลก ผมบอกได้คำเดียวครับว่า .. คุณมาถูกทางแล้ว 🙂

Startup ที่ประสบความสำเร็จสุดๆ ที่ผมเอามาฝากวันนี้ คือผู้ก่อตั้ง Oculus ชื่อ Palmer Luckey ซึ่งเป็นเด็กหนุ่มวัยเพียง 22 ปี ที่หลายๆ คนอาจจะยังไม่ได้รู้จักเขาดีเท่ากับสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมา และขายให้กับ Facebook ในราคา 2,000 ล้านเหรียญ เอาหละครับ เรามาดูกันว่าเส้นทางความสำเร็จของเขาที่กว่ามาถึงจุด 2,000 ล้านเหรียญ มันน่าตื่นเต้นแค่ไหน

  1. Luckey เกิดที่ Long Beach ใน California ในวันที่ 19 เดือนกันยายน 1992 พ่อเป็นเซลขายรถ ส่วนแม่เป็นแม่บ้านและสอนหนังสือ Palmer ที่บ้าน (homeschool) พร้อมด้วยน้องสาวอีก 3 คนด้วยตัวเอง (ผมตั้งใจว่าถ้ามีลูกจะไม่ให้ลูกไปโรงเรียน มาถึงจุดนี้..ความมั่นใจผมมาเต็มมากครับว่า homeschool นี่น่าจะเป็นเรื่องดีสำหรับลูกทีเดียวแหละ)
  2. ตลอดช่วงวัยเด็ก เขารักที่จะคลุกอยู่กับงานช่างอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ สร้างอุปกรณ์ไว้เล่นเกม (เดี๋ยวนะ..วัยเด็กของผมทำไมถึงอยู่กับการ์ตูน เกมกด ไม่เห็นทำอะไรสร้างสรรค์แบบนี้เลยอะ – ย้อนเวลาคงไม่ทันละ)
  3. มีอยู่ช่วงหนึ่งเขาหลงใหลได้ปลื้มกับเลเซอร์แบบสุดๆ และระหว่างที่ทดลองโน่นนี่ไปตามเรื่องก็พลาดจนได้จุดบอดในตาเป็นของแถมมา (แค่จุดบอดในตานะฮะ ไม่ได้ตาบอดอย่าเข้าใจผิดเชียว) ซึ่งหลังจากนั้นก็ไม่มีใครบอกไว้ว่าเขาเลิกเล่นเลเซอร์ไปเลยหรือเปล่า – เป็นผมก็คงขยาดอะครับ
  4. เพื่อที่จะมีเงินมาใช้ในการเล่นสนุกสร้างโน่นสร้างนี่ Luckey เริ่มต้นธุรกิจรับซ่อม iPhone และขาย unlocked iPhone ออนไลน์ในวัยเพียง 16 ปี ซึ่งตอนนั้นก็สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำถึง 36,000 เหรียญ ตีเป็นเงินไทยก็ล้านกว่าๆ อะครับ ตอนนั้นผมอยู่ ม. 4 จำได้ว่าแหล่งรายได้เดียวคือค่าขนมจากที่บ้านครับ – เง้อ
  5. ด้วยความรักในการเล่นวิดีโอเกม เขาใช้เงินหลายหมื่นเหรียญในการสร้างคอมพิวเตอร์หกจอ แต่ก็ยังไม่จุใจครับ แล้วเขาก็เกิดคำถามว่าจะสร้างจอใหญ่ๆ เยอะแยะนี่ไปเพื่อ?!! ทำไมเราไม่สร้างจอเล็กๆ จอเดียวแต่เอาจอมาแปะใกล้ๆ หน้าแทนหละ และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเริ่ม Oculus — ผมก็ไม่เคยคิดได้เลยแฮะ
  6. ตอนอายุ 17 ปี เขาเริ่มสร้าง Oculus prototype ในโรงรถที่บ้าน แล้วก็เริ่มเปิดตัวระดมทุนผ่าน Kickstarter ซึ่งก็ได้เงินทุนถึง 2.4 ล้านเหรียญ หรือ 84 ล้านบาทนั่นหละครับ –เรื่องเกิดในโรงรถนี่คุ้นๆ มั๊ยครับ เหมือน Steve Jobs เลยครับ ผมว่าโรงรถนี่ต้องมีพลังงานบางอย่างซ่อนอยู่แน่ๆ
  7. ตอนที่เปิดตัว Prototype เขาได้ติดต่อกับ Bredan Iribe ผู้ประกอบการธุรกิจเกม โดยได้นัดเจอกันที่และคุยกันที่ร้านสเต๊ก เพราะ Luckey หวาดระแวงเรื่องการสอดแนมของรัฐบาลฮะ – ส่วนคนไทยน่ะเหรอครับ – ไม่เอา ไม่พูดดีกว่าเรื่องนี้ – แล้วทั้งสองคนก็ตกลงปลงใจทำธุรกิจร่วมกันที่ร้านสเต๊กครับ โดย Iribe และเพื่อนช่วยลงทุนช่วย Luckey เปิดตัว Prototype และได้ตั้งบริษัท Oculus VR ขึ้นมา โดยให้ Iribe เป็น CEO – อันที่จริงแล้ว หากเรามีเงินมากหน่อย ก็ไม่จำเป็นต้องลงมือทำ Startup เองก็ได้นะครับ เพียงแค่เราได้เห็นทางเลือกในการลงทุน และลงทุนใน Startup ที่มีอนาคต แค่นี้ก็รวยเปรี้ยงแล้ว แต่สำหรับประเทศเรา กว่าจะมีเงิน กว่าจะเจอ Startup กว่าจะได้ลงทุน แค่คิดก็เหนื่อยแล้วครับ
  8. วิสัยทัศน์ของ Luckey ในตอนแรกคือการหาเงินมาจ่ายค่าชิ้นส่วน ค่าผลิต ค่าส่ง ค่าบัตรเครดิต รวมทั้งค่าธรรมเนียมในการเข้า Kickstarter ให้ได้แล้วเหลือเงินซักสิบเหรียญซื้อพิซซ่ากับเบียร์มาฉลองก็พอแล้ว – หารู้ไม่ว่าสุดท้ายแล้วเงินที่ได้มามันเยอะจนเอามาซื้อเบียร์กับพิซซ่าให้กินกันได้ทั้งโรงงาน
  9. การเปิดตัวของ Oculus สร้างการเป็นที่รู้จักได้ และทำให้ VC หลายคนรวมทั้ง Chris Dixon นักลงทุนจาก Andreessen Horowitz ซึ่งเป็น VC ชื่อดังรายใหญ่ใน Silicon Valley สนใจ ซึ่งสุดท้ายแล้ว แม้ว่าคุณ Chris แกจะไม่ได้ลงทุนใน Oculus ในระยะแรกแต่ Oculus VR ก็ระดมทุนได้ถึง 16 ล้านเหรียญ หรือ 560 ล้านบาทเลยทีเดียวครับ
  10. หกเดือนต่อมาหลังจากที่ได้ดูการพัฒนาที่ก้าวกระโดดของ Oculus ทาง Chris Dixon ได้มาดูเดโมอีกครั้ง แล้วก็ตัดสินใจทุ่มทุนมาลงถึง 75 ล้านเหรียญ – เรียกว่าทุนโตแบบก้าวกระโดดทีเดียวเลยนะครับเนี่ย ถ้าผมเจออย่างงี้คงมีโอกาสหัวใจวายแหงๆ
  11. แล้วก็เจ้าบุญทุ่ม Chris Dixon นี่เองที่เป็นโซ่ข้อกลางระหว่าง Iribe และพี่​ Mark Zuckerberg ของเรา และพี่มาร์คก็เสร็จ Oculus ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ลอง จนกระทั่งบินตามไปออฟฟิส Oculus เพื่อขอลองเวอร์ชั่นล่าสุด – ณ จุดนี้ พี่มาร์คคือ Geek มากอะ 555 แต่ถ้าผมรวยอย่างพี่แก ไม่แน่ ผมอาจจะทำอย่างงั้นบ้าง
  12. ในที่สุด เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว ทั้งสองบริษัท คือ Facebook และ Oculus VR ก็ตกลงปลงใจเซนต์สัญญาซื้อบริษัทในวงเงิน 2,000 ล้านเหรียญ หรือ 70,000 ล้านบาทนั่นล่ะครับท่านผู้อ่าน
  13. สัญญาที่ว่าเนี่ย ทำให้ Luckey มีทรัพย์สินถึง 500 ล้านเหรียญในวัย 21 ปี – ซึ่งตอนนั้นผมยังใช้เงินของที่บ้านอยู่เลย ฮือๆ
  14. และด้วยความรวยกะทันหัน พุ่งพรวดจรวดอวกาศ Luckey ก็ซื้อ Party House –ผมชอบชื่อนี้มาก แต่ไม่แน่ใจว่ามันคืออะไรยังไง โดยเรียกมันว่า “The Commune” อยู่ร่วมกับเพื่อนอีก 7 คน และใช้เวลาวันละหลายชั่วโมงในการเล่นเกม — ฟินเบย
  15. หลังจากรวย 500 ล้านเหรียญ หน้าของ Luckey ก็ไปโผล่บนปก Magazine ดังๆ มากมาย ทั้ง Popular Mechanics, Forbes และ TIME — ส่วนผมหละเหรอครับ ตอนนี้ก็โหลดแอพแต่งภาพมาปลอบประโลมใจตัวเองไปพลางก่อน
  16. แม้ว่าเขาจะใช้เวลามากมายในแต่ละวันที่ Facebook แต่เขาบอกกับ Forbes ว่า “คนที่นี่รู้จัก Oculus อย่างดี แต่ไม่รู้เลยครับว่าผมคือใคร” – ซึ่งเพราะเหตุนี้เอง ผมเลยเลือกเรื่องราวของ Luckey มาฝากผู้อ่าน TechEncode จะได้รู้จักมหาเศรษฐีหนุ่มน้อยกันมากขึ้น

Oculus เป็น Product ที่จะสร้างได้ต้องมีความรู้ทั้งทางด้าน Hardware และ Software ครับโดยส่วนตัวผมเห็นว่าแค่ทำ Software นี่ก็ยากมากแล้ว เพิ่ม Hardware เข้าไปด้วยนี่ไปกันใหญ่เลย

เรื่องที่ผมเล่ามาทั้งหมดตัดแต่งและดัดแปลงมาจากงานเขียนของ Jillian D’Onfro และ Madeline Stone ถ้าใครสนใจอ่าน version ต้นฉบับก็ตามลิงค์นี้เลยครับ http://www.businessinsider.com/the-life-of-palmer-luckey-founder-of-oculus-2015-9

ขอจบบทความนี้ด้วยประโยคที่เป็นเป้าหมายของ Palmer นะครับ ดูหน้าวัยรุ่นพันล้านเหรียญคนนี้ไว้ดีๆ 🙂 ต่อไปพอ Virtual Reality เริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เราคงได้เห็นหน้าเค้าจนเบื่อเลยแหล่ะ

palmer-luckey-quote

Comments

comments

No comments

Leave a Reply