วิธีการสร้าง Tech Startup บทที่ 1 ไอเดีย, สินค้า, ทีม และ การลงมือทำ

นับตั้งแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไป ทาง Tech Encode จะเริ่มนำเสนอซี่รีส์ Lecture เรื่อง How to Start a Startup โดย Sam Altman ผู้ซึ่ง Dropped out มาตั้งบริษัทและผันตัวมาเป็นนักลงทุนเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตอนนี้เค้าเป็นประธานของ Y Combinator (YC) ซึ่งเป็น Seed Investor ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นอันดับ 1 ของโลก startup โดย Startup ดังๆ ที่ได้รับการลงทุนจาก YC ที่คนไทยรู้จักกันก็เช่น Dropbox, Airbnb, Reddit เป็นต้น

How to Start a Startup เป็นเทคนิคการทำ Startup ที่กลั่นกรองออกมาแล้ว นำมาเสนอโดยใช้เวลา 20 สัปดาห์ บ่มเพาะออกมาจากประสบการณ์การสร้าง startup ของ Y Combinator ที่ทำมาตลอดระยะเวลา 9 ปี

สิ่งหนึ่งที่เขาได้เรียนรู้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาคือมี Startup เพียงร้อยละ 30 เท่านั้นที่ไปต่อได้ ดังนั้น สิ่งที่เขาคาดหวังคือเนื้อหาต่อจากนี้ จะช่วยเพิ่มจำนวนให้ Startup มีโอกาสประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

นับตั้งแต่วันที่เริ่มต้น Y Combinator ได้มีการลงทุนใน Startup ไปแล้ว 725 บริษัท เขาจึงมั่นใจอย่างมากว่า คำแนะนำในเรื่อง Startup ในชั้นเรียนนี้จะมีประโยชน์ในการทำ Startup

คำแนะนำต่อไปนี้ จะไม่ใช้คำแนะนำเชิงวิชาการ หรือเป็นทฤษฎี หากแต่เป็นเรื่องที่มาจากประสบการของ YC รวมทั้ง Guest Speakers ที่มาจากการลงมือทำ โดยมุ่งที่จะช่วยให้คนเริ่มต้นธุรกิจ เพื่อสร้าง Hyper Growth เพื่อจะสร้างและขยายให้เป็นบริษัทขนาดใหญ่

สิ่งหนึ่งที่เขาได้เตือนคนทำ Startup อย่างตรงไปตรงมา คือ การนำเอาแนวทางหรือประสบการณ์ของบริษัทใหญ่ๆ หรือบริษัทที่ไม่ใช่ Startup มาประยุกต์ใช้ในการทำ Startup ไม่ใช่วิธีการที่จำให้ Startup ประสบความสำเร็จ เพราะ Startup และบริษัทเหล่านั้นมีความต่างกันในหลายเรื่อง ซึ่งเขาเชื่อว่าการทำ Startup นั้นคือวิถีทางแห่งอนาคต และควรค่าที่จะศึกษา

สำหรับประเทศไทย มีการพูดถึงถึง Startup อย่างแพร่หลาย มีปรมาจารย์ด้าน Startup มากมาย แต่เมื่อมองหา Startup ที่ประสบความสำเร็จ แอดมินมีความเห็นส่วนตัวว่าช่างมีในจำนวนที่น้อยเหลือเกิน ซึ่งทาง Tech Encode ก็หวังว่าการถ่ายถอดและเรียบเรียง Lecture ชุดนี้ออกมาเป็นภาษาไทย จะมีส่วนช่วยให้ผู้ที่มีความตั้งใจจะ Start a Startup ที่ได้มีโอกาสเข้ามาอ่านและสามารถ Start Startup ได้สำเร็จ

เริ่มกันที่บทเรียนแรกเลยครับ

Ideas, Products, Team and Execution #1

ideas-products-teams-and-execution

ส่วนประกอบสำคัญของการทำ Startup มีอยู่ 4 องค์ประกอบหลักๆ ที่มีความซ้อนทับกันในบางจุด ซึ่งองค์ประกอบที่ว่ามานั้น ได้แก่

  1. ไอเดียที่ยอดเยี่ยม
  2. Product ที่สุดติ่งกระดิ่งแมว
  3. ทีมงานคุณภาพ
  4. การทำงานที่เป็นเลิศ

อย่างไรก็ดี ต่อให้คุณมีทั้ง 4 อย่างที่ว่ามา แต่ไม่มีโชค Startup ของคุณอาจจะยังล้มไม่เป็นท่าได้ เพราะผลสำเร็จของ Startup มันเป็นสูตรคำนวณของ

idea X product X team X execution X luck

ซึ่ง luck หรือ โชค มันเป็นสิ่งที่ random มากๆ แต่อย่างน้อยที่สุด ถ้าคุณสามารถทำได้ดีทั้ง 4 องค์ประกอบที่ว่ามา คุณก็มีโอกาสอย่างมากที่จะประสบความสำเร็จบ้าง
สิ่งที่น่าตื่นเต้นสำหรับ Startup อย่างหนึ่งคือ ด้วยความที่มันเป็นเรื่องใหม่ ทำให้ใครๆ ก็เริ่มทำมันได้ ไม่ว่าจะแก่หรือหนุ่ม มีประสบการณ์หรือไม่ก็ตาม

อย่างไรก็ตามหากทำ Startup เพราะต้องการจะรวยแล้ว มีหนทางอื่นๆ อีกมากมายที่ช่วยให้เราสามารถรวยได้ โดยไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยอย่างการทำ Startup ดังนั้น คุณควรจะเริ่มทำ Startup ก็ต่อเมื่อคุณถูกกดดันจากปัญหาบางอย่าง ซึ่งคุณคิดว่าการเปิดบริษัทคือหนทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาที่ว่านั้น จึงอาจจะกล่าวได้ว่า ก่อนจะตั้ง Startup ต้องมี Passion มาก่อน และนี่คือแนวทางที่ใช้ในทุกคลาสของ YC

 

1. ไอเดียที่ยอดเยี่ยม

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คนนิยมพูดกันว่า ไอเดียไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร มันจริงอยู่ครับที่ว่า มันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ที่เราจะเสียเวลามากมายในการคิดหาไอเดีย Startup เราควรจะเริ่มลงมือทำมันไปเรื่อยแล้วดูว่าอะไรที่ไปต่อได้ แทนที่จะใช้เวลาไปกับการคิด ควรที่จะใช้เวลาในการลงมือทำ เพราะการนั่งมโนเรื่อง Product นั้นไม่ง่ายเหมือนการจิ้นตอนจบของละครหลังข่าว เนื่องจากมันจะต้องปรับ ต้องเปลี่ยน ต้องพัฒนาขึ้นทีละน้อย ดังนั้น การลงมือทำจีงสำคัญกว่าการสร้างไอเดียเป็นสิบเท่า และยากกว่าเป็นร้อยเท่าพันทวี แต่ก็เป็นที่แน่นอนว่าถ้าเอาไอเดียไม่ดีมา execute มันก็คงจะมีผลดิบดีอะไรเกิดขึ้นยากหละครับ อย่างที่บอกอะครับว่าไอเดียมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง และการเปลี่ยนแปลงที่สำเร็จส่วนใหญ่ มักจะมีทิศทางเดียวกับไอเดียของ founder ไม่ใช่ไอเดียมั่วๆ ยกตัวอย่างเช่น เคสของ Airbnb ที่เกิดขึ้นมาเพราะ Brian Chesky ไม่มีปัญญาที่จะจ่ายค่าเช่าบ้าน แต่ที่บ้านเขามีพื้นที่ว่าง ซึ่ง Airbnb เป็นการจับคู่ทั้งสองปรากฏการณ์ให้กลายเป็นคู่แบบวิน-วิน ได้ โดยส่วนตัว แซมเคยเชื่อว่าไอเดียไม่ใช่เรื่องที่สำคัญเท่าไหร่ แต่ ณ วันนี้ขอบอกเลยว่าการคิดแบบนั้นผิดมหันต์

 
ทั้งนี้ ไอเดียเป็นคำที่กว้างมาก รวมไปถึงขนาดและการเติบโตของตลาด ยุทธศาสตร์การเติบโตของบริษัท และอื่นๆ อีกมากมาย เพราะถ้าไอเดียที่คุณคิดขึ้นมา work แล้วล่ะก็ คุณจะต้องอยู่กับมันไปเป็นสิบๆ ปี ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคิดและวางแผนการนำไอเดียไปสู่การลงมือทำอย่างรอบครอบ พูดง่ายๆ ก็คือ ทั้งมองไกลๆ และมองกว้างด้วย อย่างไรก็ดี การวางแผนระยะยาวเป็นสิ่งที่คนไม่ค่อยทำกัน ดังนั้น ไอเดียจึงเป็นสิ่งที่จะต้องเกิดก่อน startup และหากคุณมีไอเดียหลายไอเดีย ให้เลือกไอเดียที่คุณนึกถึงบ่อยที่สุดเมื่อคุณไม่ได้คิดเรื่องงาน ซึ่งแซมก็ได้ยินจากปาก founder จำนวนมากว่าพวกเขาน่าจะรอให้มีไอเดียที่เรารักที่จะทำมันจริงๆ ก่อนที่จะเริ่มต้น Startup เพราะ Startup ไม่ได้สร้างในเวลาสองสามปีอย่างที่พวกนักศึกษาเชื่อกัน ดังนั้น หากไม่มีความเชื่อ ความรักความชอบ ก็ยากที่จะอดทนทุ่มเทผ่านความยากลำบากในระยะเวลาเป็นสิบปีเพื่อสร้าง startup ดังจะเห็นได้จากสุดยอดบริษัททั้งหลายต่างเป็นบริษัทที่มุ่งเน้นใน mission ของบริษัท และสิ่งนี้เป็นเสน่ห์ดึงดูดให้คนที่อยู่นอกวงการสนใจและให้ความช่วยเหลือ ซึ่งต่างจากกลุ่มที่ลอกไอเดียคนอื่นมาทำ ซึ่งนอกจากจะไม่ทำให้คนภายนอกตื่นเต้นแล้ว ยังไม่สามารถสร้าง passion ในการทำงานเพื่อความสำเร็จของบริษัทด้วย ซึ่งในบทต่อไปจะเป็นการพูดถึง วิธีการหา startup ไอเดีย โดย Paul Graham

หากคุณมีไอเดียหลายไอเดีย ให้เลือกไอเดียที่คุณนึกถึงบ่อยที่สุดเมื่อคุณไม่ได้คิดเรื่องงาน

สิ่งหนึ่งที่เป็นความยากของการหาไอเดียดี ๆ คือไอเดียที่ดีมักจะดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ในตอนแรกๆ กูเกิ้ลช่วงแรกก็ดูไม่เข้าท่า หรืออย่างเฟสบุ๊กก็เป็นแค่โซเชียลเนตเวิร์คสำหรับกลุ่มนักศึกษาที่ไม่มีรายได้ หรือ อย่าง Airbnb ก็เป็นเรื่องของการไปนอนบ้านคนแปลกหน้า ซึ่งก็ไม่ได้ดูเข้าท่าเข้าทางอะไร แต่กลับกลายเป็น product ระดับเทพ ลองคิดกลับกันว่า ถ้าไอเดียมันดีมากๆๆๆๆ ตั้งแต่แรก ก็มั่นใจได้เลยว่ามีคนอีกมากๆๆๆ กำลังทำมันอยู่ ดังนั้น หากคุณมีไอเดียที่ดีมากๆ แต่พอเล่าให้คนอื่นฟังแล้ว คนส่วนใหญ่ลงความเห็นว่าไอเดียของคุณห่วย คุณก็จะสามารถสบายใจได้เลยว่าคนพวกนั้นจะไม่สร้าง Product มาแข่งกับคุณ ดังนั้น ในบางครั้งการเล่าไอเดียของคุณให้คนอื่นฟังจึงไม่ใช่เรื่องอันตรายสักเท่าไหร่

startup idea
ความผิดพลาดอย่างหนึ่งของ founder จำนวนมากคือ การคิดว่า product version แรกของไอเดียแรกจะต้องเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องเริ่มต้นด้วยไอเดียที่ใหญ่ แต่สิ่งที่สำคัญคือ Product ที่สร้างขึ้นมานั้น จะต้องครองตลาดขนาดเล็กที่มีการเติบโต และขยายกลุ่มลูกค้าจากจุดนั้น นักลงทุนจำนวนมากยึดติดอยู่กับขนาดตลาดในปัจจุบัน แต่ไม่ยอมคิดว่าตลาดจะมีวัฒนาการอย่างไร ซึ่งวิธีคิดแบบนี้นับเป็นความผิดพลาดเชิงระบบของเหล่านักคงทุน ซึ่งโดยส่วนตัวของแซมเขาชอบที่จะลงทุนในบริษัทที่อยู่ในตลาดขนาดเล็กที่มีการเติบโตรวดเร็วมากกว่าบริษัทที่อยู่ในตลาดขนาดใหญ่ที่ขยายตัวอย่างเชื่องช้า

 
เหมือนอย่างที่ Marc Andreessen (VC อันดับต้นๆ ของโลก) บอกว่า Software is eating the world กำลังกลืนกินโลกเรา ดังนั้น software จึงอยู่ทุกที่และมีไอเดียดีๆ อยู่มากมาย สิ่งที่ต้องทำคือเลือกไอเดียที่คุณแคร์มากที่สุดมา 1 ไอเดีย และอีกหนึ่งวิธีในการเลือกไอเดียคือการตั้งคำถามว่าทำไมเราจึงต้องทำไอเดียนี้ตอนนี้ ทำไม่ไม่ทำเมื่อสองปีที่แล้ว หรือว่ารออีกสองปีข้างหน้า โดยบริษัทที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ตอบคำถามนี้ได้อย่างดีเยี่ยม และหากในตอนนี้ คุณยังไม่สามารถตอบคำถามข้อนี้ได้ ก็ควรที่จะต้องเริ่มคิดหาคำตอบได้แล้ว

 
โดยทั่วๆ ไปแล้ว มันจะดีที่สุดหากคุณสร้างสิ่งที่ตัวคุณเองต้องการ ซึ่งคุณจะเข้าใจสิ่งที่คุณต้องการได้เป็นอย่างดี โดยไม่ต้องหาข้อมูลจากลูกค้าเพื่อที่จะสร้าง Product version แรก แต่ถ้าคุณสร้างสิ่งที่ตัวคุณเองไม่ต้องการมันขึ้นมา ก็นับว่าเป็นข้อเสียเพราะคุณจำเป็นจะต้องคุยกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด ถึงขั้นต้องไปทำงานในออฟฟิศลูกค้า หรือคุยกันวันละหลาย ๆ รอบเพื่อให้เข้าใจถึงสิ่งที่ลูกค้าต้องการ อีกสิ่งหนี่งที่จะบอกว่าไอเดียของคุณเป็นไอเดียที่ดีหรือไม่คือความง่ายในการอธิบายว่าไอเดียนั้นคืออะไร ถ้าจำเป็นต้องอธิบายกันยืดยาวเกินหนึ่งประโยคก็ชัดเลยว่าไอเดียนั้นซับซ้อนเกินไป

มันจะดีที่สุดหากคุณสร้างสิ่งที่ตัวคุณเองต้องการ ซึ่งคุณจะเข้าใจสิ่งที่คุณต้องการได้เป็นอย่างดี

2. Building a great product — การสร้าง Product ที่ยอดเยี่ยม

Product ที่พูดถึงในที่นี้คือ Product ที่มีความหมายอย่างกว้าง ซึ่งก็คือสิ่งใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์ของลูกค้ากับสิ่งที่คุณสร้างขึ้นมา ซึ่งนั่นจะรวมถึงการดูแลให้บริการลูกค้า, การสอนใช้สินค้า เป็นต้น โดยในการสร้างบริษัทที่ยอดเยี่ยม คุณจะต้องเปลี่ยนไอเดียที่สุดติ่งกระดิ่งแมวให้เป็น Product ระดับเทพ เหมือนจะพูดกันง่ายๆ แต่นี่คือเรื่องที่โคตรหินและโคตรสำคัญ ซึ่งก็โชคดีที่การสร้าง Product เป็นเรื่องที่สนุกมาก อย่างไรก็ดี แม้ว่า Product ที่ยอดเยี่ยมมักจะเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโลกของเรา ซึ่งนั่นก็ทำให้การให้คำแนะนำในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลยเสียทีเดียว เพราะของพวกนี้ก็มีลักษณะร่วมบางอย่างอยู่

 
สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งสำหรับ founder คือการ make sure ว่าบริษัทจะต้องสร้าง Porduct ที่ยอดเยี่ยมขึ้นมาให้ได้ โดยใช้เวลาช่วงแรกในการเริ่มต้นทำ startup สร้าง Product โดยคุยกับลูกค้าถึงความต้องการอย่างสม่ำเสมอ ส่วนเรื่องอื่นๆ เช่น การหาทุน, การออกสื่อ, การแก้ปัญหาอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องเอาไว้ทีหลัง และแน่นอนว่า หาก Product ออกมาดี ปัญหาที่ต้องแก้ก็จะน้อยลง และการทำสิ่งอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การตลาด, การประชาสัมพันธ์ก็จะง่ายขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ถ้าสิ่งที่คุณทำอยู่ในช่วงแรกของการสร้าง Startup ไม่ใช่การพัฒนา Product ล่ะก็ต้องสงสัยแล้วล่ะว่าทำไมจึงเป็นแบบนั้น

great products win

ใช้เวลาช่วงแรกในการเริ่มต้นทำ startup สร้าง Product โดยคุยกับลูกค้าถึงความต้องการอย่างสม่ำเสมอ ส่วนเรื่องอื่นๆ เช่น การหาทุน การออกสื่อ การแก้ปัญหาอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องเอาไว้ทีหลัง

หน้าที่ของคุณคือการทำให้ user รัก สร้างสิ่งที่คนบางกลุ่มซึ่งอาจจะมีจำนวนไม่มาก ทำให้เค้ารัก Product ที่คุณสร้าง คือการวางรากฐานการเติบโตระยะยาวให้กับบริษัท เพราะ หาก Product ของคุณดีจริง และมีกลุ่มลูกค้าที่รัก Product นี้ ลูกค้าจะช่วยคุณขยายฐานลูกค้าโดยการบอกต่อ ซึ่งแน่นอนว่าทางเลือกนี้ดีกว่าการสร้าง product ที่มีคนชอบ แต่ก็ไม่ได้ชอบมากพอที่ใช้ หรือบอกต่อให้คนใกล้ตัวใช้ product นั่น ดังนั้น จึงดูเหมือนว่า หากต้องเลือกระหว่างการสร้าง product ที่มีคนจำนวนน้อยชอบมากๆ กับ product ที่มีคนจำนวนมาก ชอบในระดับน้อยๆ ทางเลือกแรกจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ทั้งนี้ ก็ไม่ใช่ว่าคุณจะไม่สามารถสร้างอะไรที่มีคนจำนวนมาก ๆ ชอบอย่างมาก ๆ ได้ แต่หากมี Product แบบนั้น ก็มีความเป็นไปได้อย่างสูงว่า บริษัทแบบ Google หรือ Facebook อาจจะกำลังสร้างมันอยู่ และแม้ว่าในระหว่างที่คุณกำลังพัฒนา produc บริษัทคู่แข่งของคุณจะกำลังหาทุน หรือทำอะไรอยู่ก็ตาม แนะนำว่าอย่างไปคิดมากเพราะในระยะยาวนั้น สิ่งที่ทำให้บริษัทอยู่หรือไปคือ product

วิธีการสร้าง Product ที่คนรัก

  1. สร้างในสิ่งที่เรียบง่าย ใช้ง่าย เหมือนตัวอย่างของ Facebook, Google หรือ iPhone โดยการสร้างสิ่งที่เรียบง่ายนั้นจะบังคับกดดันให้คุณทำอย่างใดอย่างหนึ่งให้ออกมาดีที่สุด และสิ่งที่คุณควรเลือกที่จะทำคือสิ่งที่คนชอบ
  2. คุณจะต้องมีความคลั่งไคล้ในสิ่งที่คุณสร้าง ซึ่งนั่นจะทำให้คุณใส่ใจในรายละเอียด และพร้อมที่จะแก้ไขมัน ปรับปรุงมันให้ดีขึ้น เพราะคุณรู้สึกเจ็บปวดเมื่อ Product นั่นห่วย ดังนั้น ไม่ว่าจะดึกดื่นค่อนคืน ถ้ามีลูกค้าบ่นก่นด่า product ของคุณ คุณจะรีบตอบสนองและแก้ไขมันโดยเร็ว ซึ่งนั่นจะช่วยให้ product ของคุณกลายเป็น Product ชั้นเยี่ยมได้อย่างแน่นอน
  3. คุณต้องสร้างวงจรการให้ feedback โดยผู้ใช้จริงๆ เพื่อนำมาพัฒนา Product ให้ดีขึ้น จำนวนผู้ใช้ที่ว่าไม่จำเป็นต้องมาก แต่สามารถให้ feedback คุณได้ทุกวัน จนท้ายที่สุดพวกเขาก็จะรัก Prooduct ของคุณ และแนะนำ Product ของคุณให้คนใกล้ตัวของพวกเขาใช้ คุณจะต้องหาคนเหล่านั้นอย่างจริงจัง และถามเขาถึงสิ่งที่เขาชอบและไม่ชอบ ดูวิธีการใช้ Product ของพวกเขา ถามถึงสิ่งที่จะทำให้พวกเขายอมจ่ายเงิน ถามว่าเขาจะเสียใจหรือไม่ถ้าบริษัทของคุณหายไป ถามว่าอะไรจะทำให้เขาแนะนำให้คนอื่นใช้ Product คุณ และตอนนี้เขาได้แนะนำใครไปบ้างหรือยัง นอกจากนี้ founder ระดับท็อปส่วนใหญ่จะไม่ยอมให้มีอะไรมาคั่นระหว่างตัวเขา กับผู้ใช้ ในช่วงเริ่มต้นบริษัท เขาจึงทำเองทุกอย่างตั้งแต่การขาย การให้บริการลูกค้า เพื่อให้วงจรในการให้ feedback ถูกฝังในวัฒนธรรมของบริษัท ตัวอย่างเช่นวิธีการของ Ben Silberman ทำในขณะที่ใครๆ ก็มองว่า Pinterest เป็นเรื่องตลก เขาหาตัวอย่างกลุ่มผู้ใช้โดยการเข้าไปคุยกับคนแปลกหน้าตามร้านกาแฟ รอบๆ Palo Altto เพื่อขอให้ช่วยทดลองใช้ Pinterest นอกจากนี้เขายังไปอยู่ตาม Apple store เพื่อเซท ทุก browser ให้เปิดเข้ามากลายเป็นหน้าแรกของ Pinterest ซึ่งในที่สุดเขาก็โดนพนักงานจับได้และถูกไล่ตะเพิดออกมาจากร้าน

โดยสรุปแล้ว การสร้าง Productให้ดีเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดในการสร้าง Startup เพราะหาก Product ไม่ได้เรื่อง ไม่ว่าคุณจะทำอะไรต่อไปมันก็คงไม่มีประโยชน์

สามารถติดตามเนื้อหาในตอนต่อไปได้ที่เว็บนี้ครับ

ที่มา: How to Start a Startup

Comments

comments

No comments

Leave a Reply