วิธีการสร้าง Tech Startup บทที่ 2 การหาเพื่อนร่วมทีมและการลงมือทำ

อ่านบทก่อนหน้าได้ที่นี่

บทที่ 1 – วิธีการสร้าง Tech Startup บทที่ 1 ไอเดีย, สินค้า, ทีม และ การลงมือทำ

หลังจากบทที่ 1 ได้บรรยายถึงภาพรวม 4 องค์ประกอบสำคัญในการทำ Startup ไปแล้วว่า ประกอบด้วย

  1. Idea
  2. Product
  3. Team
  4. Execution

บทที่ 1 ได้อธิบายในสองเรื่องแรกไปแล้ว นั่นก็คือเรื่องของ Idea และ Product ซึ่งหากไม่เข้าใจในสองเรื่องแรก เรื่องอื่นๆ ก็ถือว่าไร้ประโยชน์ที่จะต้องเรียนรู้ต่อ ดังนั้น การทำความเข้าใจกับ Idea และ Product จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

บทที่ 2 จะพูดถึงเรื่อง Team และ Execution


Team (ทีมงาน)

know your co founder

สิ่งแรกที่ Sam Altman พูดถึงคือความสัมพันธ์ระหว่าง Co founder ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับบริษัท เพราะสาเหตุที่บริษัทล้มในช่วงแรกของ Startup คือการแตกคอกันระหว่าง Co founder ซึ่งก็ไม่น่าแปลกเพราะคนจำนวนมากโดยเฉพาะนักศึกษาเลือก Co founder เหมือนเลือกคู่เดท คือการ “ลองๆ ทำ Startup กัน ทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อน” แล้วสุดท้ายก็จบกันแบบศพไม่สวย ดังนั้น การเลือก Co founder จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ถ้าต้องมี Co founder ที่ไม่ดี การไม่มีเลยอาจจะดีกว่า

จำนวน Co founder ที่ทำให้บริษัทไปรอด จากประสบการณ์ของ YC คือ 2-3 คน 4 คนก็มีเคสที่ไปได้ แต่ 5 คนมักจะไปไม่รอด

เราจะหา Co founder ที่ดีได้ที่ไหน? 

อาจจะดูตั้งแต่เพื่อนสมัยเรียน หรือลองไปทำงานบริษัทใหญ่ๆ ก็น่าจะมีโอกาสได้เจอ

Co Founder ที่ดีเป็นอย่างไร?

โมเดลที่เห็นภาพคือ เราต้องการ Co Founder ที่เหมือน James Bond ที่โคตรแกร่ง, ใจเข้มแข็ง, รอบรู้, รับมือได้ทุกสถานการณ์, แก้ปัญหาได้ทุกอย่าง ทั้งนี้ วิธีการคิดว่าเราตั้งบริษัทแล้วจ้างคนมาทำได้ทุกอย่างไม่ค่อยถูกต้องนัก บริษัทควรจะเป็นสิ่งที่ Founder ถนัด ทั้งนี้ จำนวน Co founder ที่ทำให้บริษัทไปรอด จากประสบการณ์ของ YC คือ 2-3 คน 4 คนก็มีเคสที่ไปได้ แต่ 5 คนมักจะไปไม่รอด

จำนวนลูกจ้างในตอนแรกควรจะมากน้อยแค่ไหน?

ในปีแรก บางครั้งอาจจะมีแค่ founder หรือ หากจ้าง ก็อาจจะเป็นจำนวนที่น้อยมาก และจ้างด้วยความจำเป็นจริงๆ ในช่วงแรกควรตั้งเป้าว่าจะไม่จ้างเลย เพราะต้นทุนในการจ้างงานผิดนั้นสูงมาก (ช่วงแรกๆ มีการปรับตัว เปลี่ยนแปลงเยอะ คนที่เราจ้างมาอาจไม่ตอบโจทย์ในระยะยาว)
เมื่อต้องจ้างคน จะต้องจ้างคนที่ดีที่สุด ซึ่งการจ้างคน เป็นเรื่องยากกว่าที่คิด เพราะกว่าจะหาคน กว่าจะชักจูงให้คนเชื่อว่า Startup ที่ยังไม่ work มันจะ work และมันจะโต ดังนั้น ควรจะใช้เวลาในการจ้างคนซัก 1 ใน 4 ของเวลาทั้งหมด อย่าจ้างใครก็ได้ หรือคนที่ทำอะไรได้ดีกลางๆ มาทำงาน เพราะนั่นคือสิ่งที่จะทำให้คุณเสียใจในภายหลังอย่างแน่นอน หลายๆ บริษัทอย่างเช่น Facebook จ้างคนร้อยคนแรกจากการแนะนำของคนในบริษัท โดยในสัปดาห์แรกๆ ที่เข้าทำงานใน Facebook หรือ Google HR จะเอาคนเหล่านั้นไปเค้นข้อมูลว่าชีวิตนี้เคยเจอ เคยคุยกับใครที่เก่งๆ บ้าง เพื่อเอาคนเหล่านั้นมาทำงาน เพราะใน Silicon Valley การจ้างงานเป็นเรื่องที่มีการแข่งขันสูงมาก

คำถามต่อมา คือ ประสบการณ์จำเป็นแค่ไหน คำตอบคือก็จำเป็นในบางตำแหน่ง เช่น ตำแหน่งบริหารในบริษัทใหญ่ๆ แต่สำหรับ Startup ประสบการณ์ ไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น โดยสิ่งที่ควรจะตั้งคำถามก่อนจะจ้างใครมี 3 ข้อ ได้แก่
1. ฉลาดหรือไม่
2. ทำงานให้เสร็จได้หรือไม่
3. ฉันอยากทำงานกับคนคนนั้นหรือไม่

employees
และถ้าคำตอบคือใช่ทั้งสามข้อ เขาจะเสียใจมากที่ไม่จ้างคนๆ นั้น ทั้งนี้ ก่อนจะจ้าง หากไม่เคยทำงานด้วยกันมาก่อน ก็ควรจะมีการสัมภาษณ์ โดยเน้นเรื่องสิ่งที่คนๆ นั้นเคยทำมา และเจาะให้ได้ว่า จากสิ่งที่เขาทำ เขาใช่คนที่ต้องการหรือไม่ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า Founder ของ Startup อาจจะไม่ค่อยชำนาญเรื่องสัมภาษณ์งาน ดังนั้น ทางที่ดีอาจจะใช้เวลาซักวัน หรือสองวันในการทำ Project บางอย่าง ซึ่งจะช่วยให้รู้จักกันกันดียิ่งขึ้นทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ นอกจาก สามคำถามสำคัญข้างต้น อาจจะต้องพิจารณาถึงทักษะในการสื่อสารซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก นอกจากนี้ ควรจะหาคนที่มุ่งมั่นและคุณสบายใจที่จะเป็นลูกน้องคนๆ นี้ในอนาคต

ทั้งนี้ founder ควรจะใจดีกับลูกจ้าง เพราะลูกจ้างทำงานและทำให้บริษัทโต และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้การจ้าง คือการทำให้คนรู้สึกมีค่าและมีความสุขในการทำงาน

หลังจากหาคนได้แล้ว สิ่งต่อมาคือ คุณต้องรู้ว่าพอทำงานด้วยกันสักพักแล้ว เค้าใช่คนที่คุณอยากได้หรือไม่ ถ้าไม่ใช่ คุณจะต้องกล้าที่จะไล่คนออกให้เร็ว ทั้งนี้คนที่ควรไล่ออกมี 2 ประเภทคือ

  1. คนที่ทำให้บริษัทมีการเมือง
  2. คนที่มองโลกในแง่ลบอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งทั้งสองกรณีนี้เป็นพิษต่อบริษัทอย่างมาก การไล่คนออกให้ไวเป็นเรื่องที่ดีสำหรับบริษัท รวมทั้งดีต่อตัวลูกจ้างด้วย

Execution (การลงมือทำ)

build a great product
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสนุกแต่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะไอเดียสุดติ่งจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย หากไม่ได้นำไอเดียนั้นมาลงมือทำ และสิ่งนี้เป็นสิ่งที่จ้างใครมาทำแทน Founder ไม่ได้ และการทำงานของ Founder จะเป็นการสร้างวัฒนธรรมของบริษัท ทั้งนี้หน้าที่หลักของ CEO ได้แก่

  1. การกำหนดวิสัยทัศน์
  2. การหาทุน
  3. บริหารการเปลี่ยนแปลง
  4. จ้างและบริหารคน
  5. ทำอะไรก็ได้ ที่จะทำให้มั่นใจได้ว่า ทั้งบริษัทกำลังทำงานที่ควรจะทำ 🙂

Screen Shot 2558-10-29 at 9.02.43 PM

CEO ส่วนใหญ่จะคิดว่าตัวเองทำสิ่งนี้อยู่แล้ว แต่นี่เป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะก่อนจะไปถึงจุดนั้น เริ่มต้นจะต้องรู้ว่าก่อนว่า มีอะไรจะต้องทำบ้าง และต่อมาก็จะต้องทำสิ่งเหล่านั้นให้สำเร็จ และสิ่งที่จะทำให้งานสำเร็จมี 2 อย่างคือ

1. Focus (โฟกัส)
• ต้อง say no กับสิ่งที่ไม่สำคัญ ทำเฉพาะเรื่องที่สำคัญเท่านั้น (ข้อนี้ยากสุด)
• ต้องตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย
• สื่อสารเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง
• รักษาระดับการเติบโตให้มีความต่อเนื่อง อย่ามัวทำในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดการเติบโต
• ทำงานกับ Co founder และคนอื่นๆ ในบริษัทอย่างใกล้ชิด

2. Intensity (การโหมทำงานอย่างหนัก)
• ทำทุกอย่างด้วยความรวดเร็ว
• เน้นเรื่องคุณภาพ
• ต้องตัดสินใจให้ได้เพื่อนำไปสู่การลงมือทำ
• ทำทุกอย่างให้งานเดิน
• ปรากฏตัวอย่างสม่ำเสมอ
• ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ
• กระตุ้นให้กำลังใจคนอื่น

สิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือการรักษาการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง พอบริษัทโตขึ้นเรื่อยๆ คนก็มีกำลังใจมากขึ้นเรื่อยๆ ความสำเร็จก็จะตามมาเรื่อยๆ แต่เมื่อไหร่ที่การเติบโตไม่เกิดขึ้น คนเริ่มห่อเหี่ยวและทุกอย่างก็จะพังลงไป ดังนั้น ถ้าการเจริญเติบโตหยุดชะงัก จะต้องหาทางกลับมาให้ได้ โดยเริ่มจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างกำลังใจบริษัทสามารถสร้าง momentum ในการเติบโตโดยการวางระบบการทำงานดังนี้

  1. Shipping product – ปล่อยสินค้าออกสู่ตลาด
  2. Launching new features – ปล่อยความสามารถใหม่ๆ ของสินค้าออกสู่ตลาด
  3. Reviewing/reporting metrics and milestones – มีการรีวิวสินค้าของตัวเองและตั้ง milestone ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา

สิ่งหนึ่งที่กระทบการเติบโตของบริษัทอย่างมากคือคู่แข่ง และสื่อ ทั้งนี้ Sam Altman แห่ง YC แนะนำว่า อย่าไปใส่ใจคู่แข่งมาก จนกว่าคู่แข่งจะ Ship Product ออกมาแข่ง โดยคติที่เขาชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ กล่าวไว้โดย Henry Ford ที่บอกว่า

“The competitor to be feared is one who never bother about you at all, but goes on making his own business better all the time” หรือพูดง่ายๆ คือ ศัตรูที่น่ากลัว คือ คนที่ไม่ใส่ใจคุณ และมุ่งมุ่นที่จะสร้างธุรกิจของตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ตลอดเวลา

สำหรับบทต่อไป จะมาว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับการเงินของ Startup ไว้พบกันใหม่นะครับ 🙂

ขอจบบทนี้ด้วยภาพนี้ครับ

“Be Persistent” – ทำให้สม่ำเสมอ อย่าหยุด

ถ้าคุณบินไม่ได้ ให้วิ่ง

ถ้าคุณวิ่งไม่ได้ ให้เดิน

ถ้าคุณเดินไม่ได้ ให้คลาน

ไม่ว่าจะอะไรก็แล้วแต่ คุณจะต้อง Keep moving forward

be persistent martin luther king

Comments

comments

No comments

Leave a Reply